OST : Brokeback Mountain หุบเขาที่ปกคลุมไปด้วยดนตรีคันทรีโฟล์ค

2 มิถุนายน 2020
"Brokeback Mountain" หนังดราม่า-โรแมนติก ที่มีบรรยากาศเบื้องหลังเป็นภูเขา Brokeback ที่มีบรรยากาศทั้งโปร่งโล่งสบายตา ทั้งเมฆบนฟ้า ทิวเขา แนวต้นไม้และฝูงแกะ เป็นฟีลลิ่งชนบทที่เหมาะกับดนตรีคันทรีโฟล์คจริงๆ

หนังเรื่องนี้พูดถึงความสัมพันธ์ของ Jack และ Ennis ที่บังเอิญได้ไปทำงานต้อนฝูงแกะด้วยกัน บนภูเขา Brokeback และในท่ามกลางบรรยากาศของขุนเขาและความเหงาเปลี่ยว ทำให้ทั้งคู่เผลอไผลให้กับความรู้สึกในส่วนลึกที่ค่อยๆ คืบคลานออกมาและก่อตัวขึ้นเป็นความรู้สึกที่ไม่อาจจะหยุดไว้ได้ เป็นเวลานานถึง 20 ปี ตั้งแต่ 1963 ถึง 1983 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งยาวนานและซับซ้อน

หนังเรื่องนี้ได้สร้างมาจาก เรื่องสั้นในชื่อเดียวกันนี้ โดย Annie Proulx และได้ผู้กำกับ Ang Lee มาสานต่อซึ่งทำให้เขาคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมทั้ง Academy Awards และ Golden Globe Awards ซึ่งนอกจากฝีไม้ลายมือของผู้กำกับแล้ว ยังได้สองนักแสดงที่ช่วงนั้นเป็นดาวรุ่งฝีมือดีมาร่วมด้วยทั้ง Heath Ledger, Jake Gyllenhaal, Anne Hathaway, and Michelle William



ซึ่งนอกจากหนังเรื่องนี้จะได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม เพลงประกอบหนังเรื่องนี้ก็กวาดรางวัลมาได้ทั้งสองรายการเช่นกัน โดยเป็นฝีมือการทำเพลงสกอร์ประกอบหนังจาก Gustavo Santaolalla นักดนตรีชาวอาร์เจนไตน์ ที่มีผลงานมากมายตั้งแต่งานโฆษณา ภาพยนตร์ และเกมส์ ถือได้ว่าเป็นคนที่มีฝีมือมากทีเดียว

“Openning” (Gustavo Santaolalla) คือเมโลดี้ตัวแรกที่ปรากฏขึ้นตอน Jack มาที่ Signal, Wyoming ในปี 1963 ก็รู้สึกถึงฟีลลิ่งของหนังได้อย่างดี ว่ามันต้องเป็นหนังที่ทั้งซึ้งทั้งเศร้าแน่ๆ หลังจาก Jack ได้พบ Ennis และทั้งคู่เข้าไปใช้ชีวิตในภูเขา Brokeback และมีเสียงเพลงของ Gustavo Santaolalla คอยประกอบไปเรื่อยๆ อย่าง “Brokeback Mountain #1”, "Riding Horses"

หลังจากที่ทั้งคู่ลงมาจากภูเขา Brokeback ทั้งคู่ต่างก็แยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง โดยคงเหลือทิ้งไว้ซึ่งความรู้สึกที่ยังคงตกข้างอยู่ในหุบเขาและในใจของเขา แต่ชีวิตก็ยังต้องเดินต่อไป Ennis ใช้ชีวิตไปกับ Alma เพลง “Snow” ขึ้นมาตอนทั้งคู่ดู Drive In Theater และก็แต่งงานกับ Alma และมีลูกด้วยกันในที่สุด แต่ Jack ยังคงระหกระเหินตามทางของเขาจนมาเจอกับ Lureen Newsome เพลง “No One’s Gonna Love You Like ME” ดังขึ้นเป็นเพลงประกอบการเต้นรำระหว่าง Jack กับ Lureen ที่เจอกันครั้งแรก ทำให้ Jack กับ Lureen ก็สร้างครอบครัวขึ้นมาเช่นกัน

หลังจากห่างหายกันไปนานถึง 4 ปี พวกเขากลับมาเจอกันอีกครั้ง บทเพลงของ Gustavo ก็ยังคงบรรเลงไปพร้อมกับบรรยากาศในหนัง

“Brokeback ให้อะไรดีๆ กับเราเยอะเลยนะ” Jack พูด



หลังจากนั้นไม่นาน Ennis ก็หย่ากับ Alma วันที่ 6 พฤษจิกายน 1975 พอ Jack รู้ข่าวก็รีบมาหา Ennis พร้อมกับฮัมเพลง “King of The Road” (Roger Miller) มาอย่างคึกคัก และก็ต้องกลับไปเพราะ Ennis ไม่สะดวก Jack ขับรถกลับไปพร้อมเพลงนี้ “A Love That Will Never Grow Old” (Emmylou Harris) ช่างน่าสงสาร Jack จริงๆ

แต่ไม่นานพวกเขาก็เจอกันอีกครั้ง และก็ขี่ม้าด้วยกันเหมือนเคย “Riding Horses” บรรเลงขึ้นอีกครั้งเคล้าคลอไปกับมูฟเม้นของพวกเขา พวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างที่เคย หลบเร้นจากผู้คนอย่างเดิม แล้วพอหมดเวลาก็จากลา แต่ครั้งนี้พวกเขากลับมีปากเสียงกัน ทำให้การแยกกันครั้งนี้ มีอารมณ์คุกรุ่นที่แฝงอยู่ในใจ พวกเขาก็เลยแยกย้ายกลับไปเผชิญหน้ากับความจริงกันต่อ Ennis ได้พบกับสาวบาร์ เธอเข้ามาชวนเต้นรำด้วยเพลงคันทรีร็อคมันส์ๆ “The Devil’s Right Hand” จาก Steve Earle หลังจากนั้นก็ต่อด้วยเพลง “It’s So Easy” จาก Linda Ronstadt เพลงจังหวะสนุกๆ อีกเพลง ตัดภาพไปทางฝั่งบ้าง Jack ซึ่งก็อยู่ในงานเลี้ยงเช่นกัน ฝั่งนี้เปิดฟลอร์ด้วยเพลง “An Angel Went Up in Flames” โดย The Gas Band และต่อด้วยการเต้นรำ ระหว่าง Jack กับ Lashawn ด้วยเพลง “I Don't Want to Say Goodbye" by Teddy Thompson

เรื่องราวดำเนินมาจนถึงตอนสุดท้าย หลังจากความสัมพันธ์ที่ยืดยาวมานานถึง 20 ปี แต่หากเป็นความสัมพันธ์ที่ทั้งกดดัน และบีบหัวใจ มันทำให้ที่สุดแล้วพวกเขาก็ต้องหวั่นไหวกับความเป็นจริงที่มันเป็นไปไม่ได้ จนต้องแยกทางกันอีกครั้ง และเป็นการจากลาที่ไม่อาจหวนคืน

“ที่เรามีตอนนี้ก็คือภูเขา Brokeback ทุกอย่างอยู่บนนี้ เรามีกันแค่นี้” Jack พูด

“The Wing” บรรเลงขึ้นเผยความรู้สึกส่วนลึกของ Ennis หลังจากที่ Alma Jr. มาหาเพื่อแจ้งข่าวว่าเธอกำลังจะแต่งงาน Ennis ตกปากรับคำว่าจะไปให้ได้ และดูเหมือน Ennis จะคิดอะไรได้บางอย่าง เขาเดินไปที่ตู้หยิบเสื้อตัวนั้นมาติดกระดุมโดยข้างบานประตูตู้เสื้อผ้ามีโปสการ์ดรูปภูเขา Brokeback แปะอยู่ Ennis กล่าวลอยๆ ขึ้นว่า “Jack, I swear”

“He Was A Friend Of Mine” (Willie Nelson) บรรเลงขึ้นพร้อม End Credit ส่งท้ายให้อารมณ์ที่ยังคงดิ่งไปกับหนังยังคงได้ซึมซาบไปอีก จนถึงเพลงสุดท้าย “The Maker Make” จาก Rufus Wainwright จนจบลงด้วยเวลารวมทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ 2 ชั่วโมง 14 นาที

เพลงประกอบทั้งหมดที่เล่ามาผ่านหนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกรวมไว้ในอัลบั้ม Original Motion Picture Soundtrack ของ Brokeback Mountain ซึ่งมันทำหน้าที่ได้อย่างดี เพราะมันทั้งสร้างอารมณ์และเข้ากับบรรยากาศแบ็คกราวด์ทั้งหมดของหนัง ทั้งในพาร์ทที่เป็น Instrument และพาร์ทที่เป็น Soundtrack ซึ่งก็เหมาะสมแล้วที่ได้รับรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาครอง