Throwback Thursday | Depeche Mode วงดนตรีแฟชั่นที่หยิบมาฟังกี่ครั้งก็ไม่ล้าสมัย

28 พฤษภาคม 2020
เมื่อมีคนถามถึงความเป็นมาของชื่อวง “Depeche Mode” Martin Gore หนึ่งในสมาชิกวงเคยได้ให้คำตอบไว้ว่า “Depeche Mode” ตั้งชื่อตามนิตยสารแฟชั่นฝรั่งเศสที่มีชื่อเดียวกันนี้ ซึ่งเมื่อแปลออกมาแล้วมันหมายถึง “Fast Fashion” หรือ “Fashion Dispatch” หรือ “Fashion News” เพื่อเปรียบเทียบตัวเองว่าเป็นวงดนตรีแฟชั่นที่ไม่มีวันล้าสมัย และเขายังบอกอีกว่า “I like the sound of that.” (ฉันชอบเสียงของสิ่งนั้น)
 


“Depeche Mode” วงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ ที่ก่อตั้งขึ้นที่ Basildon, Essex เมืองหนึ่งทางตะวันออกของอังกฤษ ในปี 1980 ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกหลัก 3 คน คือ Martin Gore ที่เป็นมือกีต้าร์ มือคีย์บอร์ดและนักแต่งเพลงหลักของวง Dave Gahan นักร้องนำและ Andy Fletcher มือคีย์บอร์ด

นับจากก่อตั้งวงจนถึงปัจจุบันพวกเขามีสตูอัลบั้มทั้งหมด 14 อัลบั้ม และออกทัวร์ไปแล้ว 18 รอบพวกเขาเปิดตัวด้วยอัลบั้มแรกที่ชื่อ “Speak & Spell” ในปี 1981 ทำให้วงของพวกเขาขึ้นมาเป็นศิลปินหน้าใหม่บนเกาะอังกฤษ แต่หลังจากนั้นสมาชิกผู้ก่อตั้งวงอีกคน Vince Clarke ก็ลาออกจากวงหลังพวกเขาปล่อยอัลบั้มออกไป ทำให้ต่อมาในอัลบั้มที่ 2 “A Broken Frame” ในปี 1982 พวกเขาต้องบันทึกเสียงกัน 3 คน จนได้ Alan Wilder มาแทน Clarke และกลายเป็นไลน์อัพหลักต่อเนื่องมาถึง 13 ปี



“Depeche Mode” มีเพลงถึง 54 เพลงที่อยู่ใน UK Singles Chart และยังขายอัลบั้มได้ทั่วโลกถึง 100 ล้านอัลบั้ม จนนิตยสาร Q ได้ใส่ชื่อวงนี้เข้าไปในลิสต์ "50 Bands That Changed the World!" และทาง VH1 ยังจัดให้วงนี้ติดอยู่ในอันดับที่ 98 จาก "100 Greatest Artists of All Time" จนในปี 2016 Billboard ส่งให้ Depeche Mode เป็น 1 ใน 10 วงสายแดนซ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดอีกด้วย และพวกเขาก็ยังได้รับการเสนอชื่อเข้า Rock and Roll Hall of Fame ทั้งในปี 2017, 2018 และปีนี้อีกด้วย

ตลอดการเดินทางในระยะเวลา 40 ปี ของพวกเขาทำให้ “Depeche Mode” ได้รับการยอมรับว่าเป็นวงดนตรีที่ทรงอิทธิพลเป็นอย่างมากในปลายศตวรรษที่ 20 และแม้ว่าเพลงของ Depeche Mode จะแฝงนัยทางการเมืองที่เอียงซ้าย แต่ด้วยรูปแบบดนตรีอิเล็กทรอนิกส์-ป๊อป ที่เข้าถึงง่ายก็อาจดึงดูดผู้ฟังได้เป็นจำนวนมาก

วันนี้ The Concert เลยอยากจะมาแนะนำเพลงจากวงแฟชั่นที่ไม่มีวันล้าสมัยนี้ให้ฟังกันสัก 3 เพลง

เริ่มด้วยเพลง “Enjoy The Silence” เป็นเพลงที่มียอดคนฟังเยอะที่สุดใน Spotify อยู่ตอนนี้ และยังเป็นเพลงที่ไต่ขึ้นชาร์ทสูงที่สุดในอเมริกาและในบ้านเกิดของพวกเขาเอง แถมด้วยรางวัล  “Best British Single” ในปี 1991 ในรายการ Brit Awards อีกด้วย โดย Dave Gahan นักร้องนำของวงได้พูดถึงเพลงนี้ไว้ว่า “มันเริ่มต้นจากจังหวะบัลลาตช้าๆ ในท่อน Verse” แต่ Alan Wilder และโปรดิวเซอร์นำมาปรับให้มีจังหวะแดนซ์มากขึ้นในตอนแรก ก่อนที่ Martin Gore จะเข้ามาทำจังหวะเพิ่มให้เร็วขึ้น


ต่อมากับเพลง “It’s No Good” ซึ่งแม้จะเป็นเพลงที่อยู่ในลำดับที่ 4 ของอัลบั้ม ‘Ultra’ ในปี 1997 แต่กลับเป็นซิงเกิ้ลที่ 2 ที่ขึ้นไปถึงอันดับที่ 5 ใน UK Singles Chart โดยในความหมายของเพลงนี้เป็นฟีลแบบว่า “อย่าพูดเลย มันไม่ได้มีอะไรดีหรอก” ออกแนวประชดประชันนั่นแหละ ซึ่งในพาร์ทของดนตรีก็เท่ห์ได้ใจเลยทีเดียว


เพลงที่ 3 “Somebody” เป็นเพลงที่ทำให้รู้จักกับ Depeche Mode โดยได้ฟังครั้งแรกตอนพี่ป็อดเอามาร้องใน The Very Common of Moderndog ซึ่งตอนนั้นพี่ป็อดได้ร้องทิ้งไว้ได้อารมณ์ที่กินใจมาก ก็เลยมาหาฟังแบบออริจินัลซึ่งก็ยังคงเป็นเพลงที่ชอบและส่งอารมณ์ที่สุดด้วยเช่นกัน “Somebody” เป็นเพลงหน้าบีจากสตูอัลบั้ม ‘Some Great Reward’ ในปี 1984 และยังเป็นซิงเกิ้ลแรกในจำนวน 3 เพลงที่ Martin Gore เป็นนักร้องนำ โดยในเพลงนี้พูดถึงชายคนหนึ่งที่ตามหาความรักและต้องการใครซักคนทำให้ในเพลงมีอารมณ์เหงาๆ หน่วงๆ ซึ่งถ้าใครยังโสดและได้ฟังเพลงนี้ รับรองได้ว่าอาจจะมีอาการซึมๆ และอยากจะจิบสักแก้วเป็นแน่